This is an AAWL archive site
Click here for the current AAWL website
workers change the world
 

“ปวดร้าว” แห่งแม่สอด

17 กรกฎาคม 2549 -- ท้องฟ้าแม่สอดขมุกขมัวด้วยสีดำเทาของไอน้ำบรรยากาศครึ้มฝนปกคลุมทั่วบริเวณ ชวนให้อารมณ์ของคนที่ไปเยือนไม่แจ่มใจ บรรยากาศดังกล่าวเหมือนกับต้องการฟ้องร้องความเป็นไม่เป็นธรรมของมนุษย์ตัวเล็กๆ หลายหมื่นคนของพี่น้องแรงงานพม่ากำลังประสบให้คนนอกพื้นที่ได้รับรู้ แน่นอนปัจจุบันมีคนต้องการไปแม่สอดด้วยหลาย “ เหตุผล ” ถ้าเป็นเจ้าหน้าภาครัฐนี่คือพื้นที่สวรรค์ที่บันดาลความมั่งคั่งให้เกิดชั่วพริบตา ด้วยเครื่องมือที่ถูกต้องตามกฎหมายอันน่ารังเกียจ นายหน้าค้าแรงงานเข้าไปแสวงหาแรงงานทาสราคาถูกเพื่อสร้างผลกำไร นายทุนอุตสาหกรรมเข้าไปด้วยความลำพองกับตัวเลขกำไรที่สูงลิบลิ่วจากการโกงแรงงานเพื่อนมนุษย์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐบอกกล่าวถึงสาเหตุที่เข้าไปเพื่อลดความขัดแย้งในพื้นที่ (ช่วยกล่อมแรงงานให้ยอมรับเงื่อนที่อยุติธรรม) นักวิชาการ นักพัฒนาองค์กรเอกชน อาสาสมัคร เข้าไปด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม
ทีมงานโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทยเป็นหนึ่งในองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาทางออกให้กับปัญหาแรงงานข้ามชาติ กว่าสองปี ของการเข้าไปในพื้นที่ด้วยความพยายามที่เชื่อมร้อยสายสัมพันธ์ของแรงงานที่ปราศจากพันธนาการทางชาตินิยม เหลือเพียงแค่สายสัมพันธ์ของเพื่อนมนุษย์เท่านั้น
เพื่อนแรงงานพม่าเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ร่วม 20 กว่าคน ประกอบทั้งชายและหญิง ในจำนวนเหล่านั้นมีเด็กสาวสองคน หากประเมินด้วยสายตานั้นจะเข้าใจว่าเธอมีอายุ 12-13 ซึ่งพื้นที่ๆ เธอควรจะนั่งอยู่ในเวลานี้น่าจะเป็นโรงเรียนเสียมากกว่า มานั่งอยู่ในวงประชุมที่มีปัญหาหนักหน่วงเช่นนี้
เมื่อเธอได้เล่าถึงเรื่องราวชีวิตของเธอทำให้เราทราบว่า เธออายุ 15 ปี เธอเล่าต่อไปว่า “ เข้ามาทำงานที่แม่สอดได้ 3 ปีแล้วตอนนี้ถูกปลดออกจากงาน เพราะเธอไปเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายค่าแรงเต็มจำนวน ” เธอเป็นหนึ่งในจำนวน 200 กว่าคนของเพื่อนร่วมชะตากรรมที่ถูกเลิกจ้างออกจากงาน
ดร. เควิน ฮิววิสัน นักวิชาการไทยศึกษา จากมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลนา ได้เข้าร่วมกิจกรรมโดยนำเสนอภาพปัญหาของแรงงานข้ามชาติในระดับโลกว่า เสนอว่าผลของปัญหานี้มาจากโลกาภิวัตน์และเสรีนิยมใหม่ ซึ่งจะมีการเคลื่อนย้ายการผลิตและแรงงาน ในรูปแบบของการผลิตแบบใหม่นี้จะยืนอยู่บนฐานของแรงงานราคาถูก การแสวงหากำไรของรูปแบบการผลิตแบบนี้จะตักตวงจากแรงงานที่ไร้อำนาจทางการเมืองและอำนาจในการต่อรอง ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ในยุโรปเช่นเดียวกัน
เควินได้ตั้งคำถามว่าในพื้นที่เล็กๆ เช่น แม่สอดทำไมถึงทวีความสำคัญขึ้นมา ซึ่งคำตอบนั้น เราต้องมองแบบเชื่อมโยงกันเพราะในระบบการผลิตแบบปัจจุบันมีรูปแบบเหมือนสายโซ่ และแรงงานราคาถูกคือบ่วงอันหนึ่งของสายโซ่การผลิตทั้งหมด โดยที่แรงงานราคาถูกจะอยู่ในพื้นที่ๆมีความอ่อนไหวสองประการคือ อ่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจและอ่อนไหวทางการเมือง และพื้นที่ของแม่สอดมีคุณสมบัติทั้งสองอย่างครบถ้วน
ประเด็นของการค้าเสรีถูกพูดถึงในมิติของผลประโยชน์เท่านั้น แต่ยังไม่มีการพูดถึงสถานการณ์ของแรงงาน ไม่มีการพูดถึงสิทธิของแรงงานทั้งในแง่ของสิทธิมนุษยชนและสิทธิของแรงงานในรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ที่แรงงานได้เคลื่อนย้ายเข้าไป ซึ่งตอนนี้กลายเป็นประเด็นหลักของข้อถกเถียงในองค์กรการค้าโลก ( WTO ) ว่าจะมีการประกันรับรองคุณภาพชีวิตของแรงงานอย่างไร เพราะภายในประเทศที่แรงงานเคลื่อนย้ายเข้าจะถูกรัฐบาลจะมีข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบเกี่ยวกับประเด็นนี้โดยอ้างเรื่องความมั่นคงภายในประเทศ
จรรยา ยิ้มประเสริฐ ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย กล่าวว่า “ การขาดสำนึกความรับผิดชอบต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ของรัฐบาลไทย นั้นทำให้นึกถึงประโยคอมตะของประธานาธิบดีของประเทศเม็กซิโกที่ว่า “ คนแม็กซิโกช่างโชคร้ายเหลือเกิน ที่อยู่ห่างไกลพระเจ้าเกินไป และอยู่ใกล้สหรัฐมากเกินไป ” และถ้านำมาปรับใช้กับสถานการณ์ของแรงงานพม่า “ โชคร้ายที่ประเทศพม่าไม่มีประชาธิปไตย และโชคร้ายที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากเกินไป ”
ทันด็อก จากองค์กร BLSO กล่าวในที่ประชุมว่าแรงผลักดันที่ทำให้คนงานพม่าร่วมสองล้านคนต้องไหลทะลักเข้ามายังเมืองไทยนับตั้งแต่ทหารพม่าปฏิวัติยึดอำนาจในปี ค.ศ.1988 (พ.ศ. 2532) ว่าเป็นทั้งการหนีภัยทางการเมือง หนีการปราบปราบของทหารพม่า และหนีจากความอดอยากที่รุมเร้าอยู่ตลอดเวลา
“ ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ ประชาชนทั้งประเทศต่างตกอยู่ในภาวะแห่งความกลัว และทำให้คนงานอพยพชาวพม่าอยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบมากกว่าแรงงานชาติอื่นๆ เพราะพวกเขาเป็นเป้าของการเอารัดเอาเปรียบทั้งจากในประเทศของตัวเอง และจากนายทุน/นายจ้างหน้าเลือดในประเทศไทย “ จรรยา กล่าวเพิ่มเติม
ผู้นำแรงงานพม่าบอกเล่าสถานการณ์ภายในพื้นที่ว่า ในอำเภอแม่สอดมีแรงงานพม่าอยู่ราว 100,000 คน 80,000 คนเป็นแรงงานอพยพ แรงงานเหล่านี้กระจายตัวอยู่ตามโรงงานทั้งที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียนราว 300 กว่าโรงงาน ที่จดทะเบียนมีอยู่ราว 280 โรงงาน ส่วนที่ไม่จดทะเบียนมีอยู่ราว 100 กว่าโรงงาน อายุการทำงานในแต่ละวันประมาณ 12 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่รวมถึงการทำงานล่วงเวลาที่ปราศจากการจ่ายค่าจ้าง ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย 143 บาท แต่นายจ้างจ่ายเป็นเงินให้คนงานเพียงแค่วันละ 70 กว่าบาท และหัก 65 บาทเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่พัก ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้ออ้างเพื่อการเอาเปรียบเท่านั้น
ความโหดร้ายสุดจะเกินทนของระบบการจ้างานที่เป็นอยู่ได้ทำให้ แรงงานพม่าต้องการสิทธิในการจัดการกับค่าแรงของตนเองและต้องการสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งข้อเรียกร้องของเพื่อนแรงงานพม่าคือ ค่าแรงแรงขั้นต่ำ 143 บาท ต้องการวันหยุดตามประเพณีและหยุดในวันอาทิตย์ เพราะที่ผ่านมาได้วันหยุดเพียงวันเงินเดือนออกเท่านั้น ส่วนในช่วงเวลาที่ไม่มีงานทำนายจ้างต้องจ่ายค่าแรงครึ่งหนึ่งเพื่อเป็นค่ากับข้าว จากประสบการณ์ต่อสู้ถ้านายจ้างคนไหนหัวแข็งการต่อสู้จะยืดเยื้อมาก บ่อยครั้งการต่อสู้ได้รับความพ่ายแพ้คนงานจะถูกไล่ออก เช่น ในโรงงานแห่งหนึ่งมีคนงาน 200 กว่าคนถูกเลิกจ้างเพียงเพราะต้องการความยุติธรรม ในค่าแรงและสวัสดิการ แต่นายจ้างใช้ทั้งกฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ ซึ่งเพื่อนแรงงานพม่าได้ตั้งคำถามว่ามีวิธีการและรูปแบบในการป้องกันตัวจากนายจ้างอย่างไร?
สรุปแล้วปัญหาเฉพาะหน้าของพี่น้องแรงงานพม่า ได้แก่ กฎหมายการขึ้นทะเบียน และสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งในการต่อสู้นั้นจะต้องอาศัยหลายฝ่ายมากดดันเพราะปัญหาดังกล่าวไม่สามารถพึ่งเจ้าหน้าที่ของภาครัฐไทยได้ เพราะทำตัวเป็นนักขูดรีดและกดขี่เสียเอง
จรรยา กล่าวปิดการประชุมว่า “ กว่าสองปีแล้วที่คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้บรรจุข้อเรียกร้อง “ แรงงานไทย แรงงานต่างชาติ สิทธิเท่าเทียม ” และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้ร่วม ผลักดันการแก้กฎหมายแรงงานจะต้องแก้บทบัญญัติเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติด้วย โดยเน้นให้สิทธิเท่าเทียมกัน รวมถึงสามารถเข้าไปเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้
คุณชาลี ลอยสูง ประธานสหพันธ์เครื่องใช้ไฟฟ้า แห่งประเทศไทย กล่าวยืนยันกับเพื่อนๆ ชาวพม่า “ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยจะนำเสนอปัญหาต่อกระทรวงแรงงานเพื่อเร่งแก้ปัญหา และเพื่อให้คนงานพม่าและคนงานต่างชาติมีสิทธิในการรวมตัวกันเพื่อต่อรอง ถ้าทำในรูปแบบสหภาพยังไม่ได้ ก็ขอให้รวมตัวกันในรูปแบบของชมรมหรือสมาคมไปก่อน ”
สุนันทา สว่างแก้ว หนึ่งในคณะเดินทางได้กล่าวให้กำลังการต่อสู้ของพี่น้องแรงงานพม่าว่า “ เราต้องต่อสู้อีกนาน ขอให้กำลังใจในการต่อสู้เพื่อจัดตั้งสหภาพ เพราะพวกเราเองก็กำลังต่อสู้กับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอยู่เช่นเดียวกัน ” จากนั้นได้กล่าวถึงปัญหาในการต่อสู้เพื่อปกป้องสหภาพแรงงาน ซึ่งรัฐบาลได้พยายามมีการแบ่งแยกภาครัฐและภาคเอกชนออกจากกัน ซึ่งมีเป้าหมายให้เกิดความอ่อนแอและลดทอนพลังของกรรมกร สุนันทากล่าว ว่า “ ทุกอย่างที่เป็นสิ่งดีๆ ไม่เคยได้มาจากรัฐบาลหรือฝ่ายนายทุน แต่มันมาจากการต่อสู้ของเราเท่านั้น เราจะสร้างประวัติศาสตร์ให้พี่น้องรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา สามัคคีกรรมกรคือพลัง ”
ในช่วงบ่ายหลังจากรับประทานอาหารร่วมกัน ทางคณะเดินทางได้ไปเยี่ยมสำนักงานขององค์กรพม่า JAC จากนั้นก็ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนของพี่น้องชาวพม่า ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้เกิดมาจากความร่วมแรงร่วมใจที่ความต้องการที่จะให้ลูกหลานชาวพม่าสามารถอ่านออกเขียนได้ สถานที่ตั้งนั้นอยู่ในชุมชนเล็กๆ ที่มีน้ำท่วมขังทั่วบริเวณ ทางคณะเดินทางต้องเดินลุยน้ำเข้าไปพบเยี่ยมเยียนนักเรียนชาวพม่าตัวน้อยๆ คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนถือว่าย่ำแย่ ห้องพักอาศัยทำจากสังกะสีผุๆ สีน้ำตาลซึ่งบ่งบอกการใช้งานได้เป็นอย่างดี ภายในแถวหนึ่งๆแบ่งเป็นห้องเล็กๆ เพื่อให้หลายชีวิตได้อาศัย ที่นี่จะเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมหลังการทำงานทุกอย่างของครอบครัว
ภาพดังกล่าวทำให้เห็นว่านอกจากความสาหัสจากการเอารัดเอาเปรียบทางด้านแรงงานแล้ว การดำรงชีวิตด้านอื่นๆ ก็ขาดการดูแลเช่นเดียวกัน เช่น เด็กๆ ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนไทยได้ คนในชุมชนไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบริการทางด้านสาธารณสุข เป็นต้น
จำนวนนักเรียนภายในโรงเรียนมีประมาณเกือบ 50 คนประกอบไปด้วย เด็กวัย 4 ขวบ - 10 ขวบ นั่งอยู่รวมกันมีเพียงช่องว่างของทางเดินและอายุเท่านั้นที่พอจะแบ่งว่าใครควรนั่งอยู่ส่วนไหนของห้อง โรงเรียนแห่งนี้มีครูประจำอยู่ 2 คน ซึ่งเป็นกึ่งอาสาสมัครสอนทั้งภาษาไทย ภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ แล้วแต่ว่าครูจะถนัดอะไร และมีอาสาสมัครจากข้างนอกเข้าไปร่วมสอนด้วย ทางคณะเดินทางได้มอบฟุตบอล เพื่อให้เด็กๆใช้เล่นในเวลาว่าง จากนั้นเราจากมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย แต่เลือกมีความหวังว่าสองมือของเราคงเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยเพื่อนชาวพม่าสามารถรอดพ้นชะตากรรมอันโหดร้ายไปได้.

นุ่มนวล ยัพราช
ผู้ประสานงานวิจัยและข้อมูล
โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย

Thai Labour Campaign
26 July 2006


 

workers change the world

australia asia worker links - po box 45 carlton south, victoria 3053 australia
tel: (61 3) 9663 7277 - email: aawl@aawl.org.au - web: www.aawl.org.au